ค่าธรรมเนียมการขาย Marketplace สูงขึ้น ร้านค้าออนไลน์รับมืออย่างไร

สรุปค่าธรรมเนียม Shopee, Lazada และ TikTok Shop ที่ปรับในปี 2569 พร้อม 6 วิธีรักษากำไรของร้านค้าออนไลน์

อัปเดต 29 ต.ค. 2569: Shopee, Lazada และ TikTok Shop ร่วมมาตรการของกระทรวงพาณิชย์ ลดค่าธรรมเนียมภาคบังคับกลับไปใช้อัตรา ณ 1 ม.ค. 2569 ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2569 ถึง 31 พ.ค. 2570 สำหรับร้านที่เข้าเกณฑ์และกดรับสิทธิ์ อัตราในบทความนี้คืออัตราปกติ อ่านข่าวลดค่าธรรมเนียม

ทำไมค่าธรรมเนียมจึงสำคัญกว่าที่คิด

ค่าธรรมเนียมของ Marketplace ถูกหักออกจากทุกออเดอร์ก่อนเงินจะเข้าบัญชีร้าน เจ้าของร้านจำนวนมากดูแค่ยอดขาย แต่ไม่ได้ดูว่าเงินที่ได้รับจริงเหลือเท่าไร

ตัวอย่าง สินค้าราคา 500 บาท ถ้าค่าคอมมิชชันอยู่ที่ราว 12% และค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21% ร้านจะถูกหักประมาณ 76 บาทต่อออเดอร์ หรือราว 15% ของราคาขาย ทั้งที่ยังไม่รวมค่าโฆษณา ค่าแพ็กของ และค่าส่งที่ร้านออกเอง

ปี 2569 แต่ละแพลตฟอร์มปรับอะไรบ้าง

Shopee ปรับค่าธรรมเนียมผ่อนชำระตั้งแต่ 7 เมษายน 2569 และปรับค่าคอมมิชชันเพิ่มราว 1.5% ก่อน VAT ในเกือบทุกหมวด มีผล 1 มิถุนายน 2569 ปัจจุบันค่าคอมมิชชันร้านทั่วไปอยู่ราว 7.49–14.98% และ Shopee Mall ราว 5.35–17.12% บวกค่าธรรมเนียมธุรกรรม 3.21%

Lazada ปรับค่าคอมมิชชันเพิ่มราว 2% ก่อน VAT ในเกือบทุกหมวด มีผล 1 สิงหาคม 2569 ปัจจุบันร้านทั่วไปอยู่ราว 6.96–17.12% และ LazMall ราว 6.96–18.73% บวกค่าธรรมเนียมการชำระเงิน 3.21%

TikTok Shop คิดค่าคอมมิชชันราว 5.35–7.49% ค่าธรรมเนียมธุรกรรม 3.21% และมี Growth Fee ราว 5.35–6.42% (สูงสุด 199 บาทต่อชิ้น) รวมถึงค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์ม 1.07 บาทต่อออเดอร์สำหรับร้านที่ขายเกิน 100 ชิ้นใน 30 วัน

ตัวเลขเหล่านี้เป็นช่วงโดยประมาณ อัตราจริงขึ้นกับหมวดสินค้า ประเภทร้าน และโปรแกรมเสริมที่ร้านสมัคร ควรตรวจประกาศล่าสุดใน Seller Center ของแต่ละแพลตฟอร์มเสมอ

ดูค่าธรรมเนียมแยกแต่ละแพลตฟอร์ม: Shopee · Lazada · TikTok Shop

รับมืออย่างไรให้กำไรไม่หาย

1. รู้กำไรจริงของแต่ละช่องทาง

ขั้นแรกคือแยกให้ได้ว่าแต่ละแพลตฟอร์มหักเงินไปเท่าไร โดยนำยอดเงินที่แพลตฟอร์มโอนจริงมาเทียบกับยอดขาย หลายร้านพบว่าช่องทางที่ขายได้มากที่สุดไม่ใช่ช่องทางที่กำไรมากที่สุด

2. ตั้งราคาใหม่จากต้นทุนที่ครบ

คำนวณกำไรต่อชิ้นโดยรวมค่าคอมมิชชัน ค่าธรรมเนียมการชำระเงิน ค่าโปรแกรมเสริม และค่าโฆษณาให้ครบ แล้วปรับราคาขายหรือขนาดแพ็กให้ยังมีกำไร สินค้าบางตัวอาจตั้งราคาต่างกันในแต่ละแพลตฟอร์มได้

3. ทบทวนโปรแกรมเสริม

โปรแกรมส่งฟรี เหรียญคืน หรือแพ็กเกจพิเศษ มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม ควรดูว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นคุ้มกับเปอร์เซ็นต์ที่เสียไปหรือไม่ ถ้าไม่คุ้มก็ยกเลิกได้

4. เลือกแพลตฟอร์มให้เหมาะกับสินค้า

สินค้ากระแสหรือสินค้าที่ขายผ่านคลิปอาจเหมาะกับ TikTok Shop สินค้าแบรนด์ที่ต้องการความน่าเชื่อถืออาจเหมาะกับร้าน Mall ไม่จำเป็นต้องลงทุกสินค้าในทุกแพลตฟอร์ม

5. สร้างช่องทางขายของตัวเอง

ช่องทางของร้านเอง เช่น LINE Official Account เว็บไซต์ หรือหน้าร้าน ไม่มีค่าคอมมิชชันต่อออเดอร์ และร้านได้เก็บข้อมูลลูกค้าไว้เอง ลองชวนลูกค้าเดิมกลับมาซื้อซ้ำผ่านช่องทางนี้ เช่น แนบการ์ดพร้อม QR Code ในกล่องพัสดุ หรือให้ส่วนลดพิเศษสำหรับสมาชิก

6. เก็บเอกสารค่าธรรมเนียมให้ครบ

ค่าธรรมเนียมที่แพลตฟอร์มหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการ ใช้หักภาษีได้ และถ้าร้านจด VAT ภาษีมูลค่าเพิ่มในค่าธรรมเนียมนำไปเครดิตเป็นภาษีซื้อได้ ดาวน์โหลดใบกำกับภาษีจาก Seller Center เก็บไว้ทุกเดือน

ให้ระบบสรุปกำไรรายช่องทางให้

eCommerce Hub ของ E-Tax Center เชื่อมต่อ Shopee, Lazada และ TikTok Shop ดึงออเดอร์และยอดเงินที่แพลตฟอร์มโอนจริงเข้ามาอัตโนมัติ สรุปค่าคอมมิชชันและค่าธรรมเนียมแยกตามแพลตฟอร์ม และลงบัญชีให้ต่อทันที เจ้าของร้านจึงเห็นกำไรจริงของทุกช่องทางในหน้าเดียว ทดลองใช้ฟรี 14 วัน